เฮลโหลวว สารทจีน

posted on 17 Aug 2016 13:23 by bxjapan in MyLife

วันสาร์ทจีนคืออะไร??

 

เราไม่รู้หรอกว่าต้องมีผลไม่กี่อย่าง ต้องไหว้อะไรบ้าง

รู้แต่ว่าที่บ้านเตรียมของไหว้กันวุ่นวายล่วงหน้าไปหลายวัน

ห้างร้านตลาดคึกคักไปกับคนจับจ่ายซื้อของไหว้

ได้ฟังที่บ้านพูดถึงเป็ดร้านไหนอร่อย ไก่ร้านไหนตัวใหญ่ ฮอยจ้อร้านไหนดี

 

ในวันไหว้ หมวยจะถูกปลุกให้เอาของไหว้ไปไหว้ศาลตายาย (ศาลพระภูมิประจำหมู่บ้าน)

แม่และอี๊ๆ ก็ช่วยกันจัดโต๊ะ ทำอาหารสำหรับไหว้สารทจีน

 

และนี่คือวันสารทจีนของเรา..

อี๊ไลน์มาตามให้ปักธูปไหว้ พอเราไปถึง จุดธูปขอพรให้เฮงๆ 

ปักธูปปุ๊บ อี๊บอก ไปๆๆ เก็บๆๆ ลาได้แล้ว

หมวย: อ้าว เฮ้ย ไม่รอธูปไหม้สักนิดนึงเหรอ เก็บเลยเหรอ

อี๊: ก็บีมาช้า รอตั้งนาน เก็บๆ หิวแล้วๆๆ

เตี๋ย: นี่ดูมือถือให้อี๊หน่อย ทำไมอัพเดทเฟสบุ๊คไม่ได้ มันขึ้นเตือนอยู่นั่น

หมวย: แล้วรหัสผ่านอะไร

เตี๋ย: ไม่รู้

หมวย: อ้าวว.. อี๊ รหัสผ่านอะไร

อี๊: ไม่รู้

หมวย: อ้าวว.. แล้วจะให้บีทำยังไง

เตี๋ย: ลบของเก่าทิ้ง แล้วสมัครใหม่เลยได้มั้ย

หมวย: อ้าวว.. ขอลองหาวิธีดูก่อน

ระหว่างนี้ญาติๆ ก็ช่วยกันลาของไหว้ไป จัดโต๊ะพร้อมกินข้าว

เตี๋ย: ทำไม่เสร็จไม่ต้องมากิน!

หมวย: อ้าวว.. แล้วจะต้องทำไงเนี่ย

 

ระหว่างนั่งล้อมวงกินข้าว ประโยคคลาสสิค คือ ใครปรุงอาหารจานไหน

รสชาติเป็นยังไง ครั้งนี้อร่อยกว่าครั้งที่แล้ว ครั้งหน้าจะทำอะไรเพิ่ม ยังไง

นี่จะอุ่นร้อนมั้ย ใครจะเอาขาหมูบ้าง จะตักไปฝากใครป่าว เอานี่เพิ่มมั้ย

เป๊บซี่ๆๆ เปิดๆๆ

 

อี๊: บี ฮอยจ๊ออร่อยมั้ย อี๊ทำเอง 

หมวย: เหรอ เดี๋ยวกินอีกลูกก่อน จำไม่ได้ แต่มันไม่กรอบอ่ะ

อี๊: มันต้องกินร้อนๆ ถึงกรอบ ของทอดวางทิ้งไว้จนเย็นยังไงก็ไม่กรอบหรอก

หมวย: นี่ทอดกุ้งยังไงได้ยังงี้ ทุกทีไม่เห็นเป็นงี้

อี๊: ต้องไปคลุกแป้งให้แห้งก่อน บลาๆๆ

หมวย: แต่มันจืดไปหน่อย อี๊ปรุงรสที่แป้งป่าว

อี๊: เปล่า ก็แม่บอกแป้งสำเร็จ

แม่: ต้องหมักกุ้งด้วย ทุกทีหมักซีอิ๊ว พริกไทยก่อน

อี๊: แล้วมาบอกตอนนี้ทันมั้ย!?!

 

เออจริง! 5555 ถ้าได้ยินคุยกันจะนึกว่าทะเลาะกัน เสียงดังล้งเล้งดูโวยวายไปหมด

ทุกปีจะรู้สึกว่าทำไมมันวุ่นวายยังงี้นะ แต่มาปีนี้ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่า 

นี่แหละ สารทจีนของฉัน.. นี่แหละ ครอบครัวของฉัน.. 

 

ไม่เพอร์เฟค แต่มีความสุขเล็กๆ ที่ได้อยู่ร่วมกันแบบนี้

 

 

 

 

My First Half Marathon

posted on 09 Mar 2016 19:36 by bxjapan in MyLife

ลงวิ่งระยะมินิมาราธอน 10 โลมาหลายรายการ

ทุกครั้งที่วิ่งเสร็จ จะรู้สึก Yes!! ชั้นทำสำเร็จแล้ว

รู้สึกรักตัวเองมาก รู้สึกขอบคุณร่างกาย ขอบคุณขา

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้วิ่งในวันนี้

เป็นความรู้สึก Thankful ความรู้สึกดีๆ ที่ออกมาจากใจจริงๆ

 

จนวันนึงรายการมินิมาราธอนรายการสุดท้ายของเรา

ดันเกิดอาการหมดความตื่นเต้น 

วิ่งเสร็จแล้วรู้สึกเฉยๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้วิ่งดีขึ้น เร็วขึ้น 

กลับจากงานวิ่ง ก็อิดออดที่จะออกไปซ้อมวิ่งให้ได้ทุกวันเหมือนเคย

วิ่งได้ไม่กี่โล ก็เหนื่อย เบื่อ ไม่อยากวิ่ง 

 

บ่นกะเพื่อนที่วิ่งด้วยกัน เค้าบอกต้องตั้งเป้าหมายใหม่ ท้าทายตัวเอง

ลงฮาล์ฟ มาราธอนไปเลย..

 

ห๊ะ! อะไรนะ ฮาล์ฟ มาราธอน 21.1 กิโล เนี่ยนะ

ไม่ไหวหรอก 10 โล ยังจะตายเลย

ไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าจะลงฮาล์ฟ มาราธอน

 

กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ วิ่งๆ เบื่อๆ ได้ไม่กี่วัน

เสียงมาหลอกหลอนในหัว ฮาล์ฟ มาราธอนๆๆๆ

เอ.. หรือว่า จะถึงเวลาที่ต้องปรับระยะจริงๆ

 

คิดอยู่นาน จดๆ จ้องๆ ในที่สุด ก็กดสมัครฮาล์ฟ มาราธอนแรก ที่เขาใหญ่ไปแบบกล้าๆ กลัวๆ

พอสมัครเสร็จ ก็วางแผนซ้อมทันที ตามตารางซ้อม จะวิ่งจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์วันเดียว

จะซ้อมวิ่งยาว เพิ่มระยะทีละนิด ทุกวันเสาร์ 

 

จากที่บางวันไม่ว่าง ติดงาน ไปวิ่งไม่ได้ ก็เริ่มจัดเวลาใหม่

วันนี้มีงาน วิ่งเย็นไม่ได้แน่ๆ กลายเป็นตั้งปลุก มาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน

ตั้งใจทำตามแผนซ้อม มีขาดบ้าง ตามจำเป็น เรียกว่า เปลี่ยนนิสัยไปเลย

 

รู้เลยว่า นี่คือ พลังของการตั้งเป้าหมาย ถึงแม้เป้าหมายนี้จะเกิดจากความกลัวเป็นแรงผลักดัน

แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ที่ฉุดเราออกมาซ้อมวิ่งได้แทบทุกวัน

ถือเป็นเรื่องที่ดี คุ้มค่ากับการตั้งเป้าจะไปฮาล์ฟ มาราธอน

 

ในวันที่ซ้อมถึง 21 โล เหนื่อยมากกก ปวดขา ตาพร่า จะเป็นลม

นอยด์ งอแง จะร้องไห้ สติแตก ถือเป็นเรื่องดีที่ได้ซ้อมจนถึงระยะ 21 โล

ทำให้เรารู้ว่าเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไร จะต้องเตรียมตัวอย่างไรในวันแข่งจริง

 

ผลจากการซ้อมถึงระยะ 21 โล แต่เดินซะเยอะ ทำให้จบใน 3 ชั่วโมง

ทำให้เรานอยด์ ไม่พอใจในผลงานตัวเอง หงุดหงิดมาก

ยิ่งกังวลว่า ซ้อมยังเดินเยอะ ลงแข่งจริง ไม่เดินเยอะแบบนี้เหรอ

ทางที่แข่ง เป็นทางขึ้นเขาด้วย จะไหวมั้ยบีหมวยยย...

 

ในคืนก่อนการแข่งขัน ง่วงนะ แต่นอนไม่หลับเลย 

กังวลอีก พรุ่งนี้จะมีแรงมั้ย ตื่นมารีบกินอาหารรองท้อง

เพื่อจะได้รีบถ่ายท้องให้สบาย ไม่ต้องกังวลต้องหยุดวิ่งหาที่ถ่ายกลางทาง

 

ณ จุดสตาร์ท ก็ยังตื่นเต้น บอกตัวเอง เป็นสัญญาณที่ดี 

ถ้าเราไม่ตื่นเต้น เราคงไม่สนุกไปกับมัน ก็ไม่รู้จะมาถึงที่นี่ทำไม

ปลอบตัวเอง จนได้ยินเสียงเป่าแตรสตาร์ทแล้ว 

 

เป็นครั้งแรกตั้งแต่วิ่งมาที่มีสมาธิ อยู่กับตัวเองจริงๆ

สิ่งที่กังวลมาตลอด 2-3 เดือน นับตั้งแต่กดสมัครมลายหายสิ้น

ในใจไม่คิดอะไร นอกจากอยู่กับปัจจุบัน

คุยกับตัวเองตลอดทาง แต่ไม่ได้ทะเลาะกะตัวเองเหมือนทุกที

 

 

 

"จังหวะดีมากบี แบบนี้แหละ ไปเรื่อยๆ"

"เริ่มขึ้นเนินแล้วบี ปรับท่าวิ่ง โน้มตัวหน่อย นั่นล่ะ ช่วยออมแรงไปเยอะ"

"ทางชันมากบี ช้าหน่อยไม่เป็นไร ค่อยๆ ไป"

่"เนินสูงยาว ไม่เป็นไรนะบี เหนื่อยตรงนี้ แต่เดี๋ยวเทิร์นมา กลายเป็นทางลง วิ่งฉิว สบายเลย"

"เทิร์นมาแล้ว อู้วว.. วิวสวยจัง รู็สึกสดชื่นจัง มีความสุขจังเลย" 

"ทางลงชัน เอาเลยบี โอกาสทำเวลาล่ะ แต่ระวังเข่านะ"

"ทำเวลาดีมากบี เพซ 7 ต่อเนื่องทุกกิโล เยี่ยมมากบี"

"ปวดขา ปวดเข่านิดนะบี อย่าเพิ่งหยุด ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว อีกไม่กี่โล"

"คำนวนเวลา เฮ้ย! นี่เราสามารถจบได้ใน 2.30 ชม.นี่ สุดยอด! ชั้นจะจบเวลานี้เท่านั้น!!"

"เหลืออีก 5 โลเอง เยส! อีก 4 โล เยสส! อีก 3 โล วู้วว! อีก 2 โล เยส เยสส!"

"นั่น! เห็นเส้นชัยแล้ว ชั้นจะต้องไปถึงมัน"

 

แทบไม่ได้สนใจกล้อง ใจจดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับเส้นชัย 

ในกิโลสุดท้าย ตั้งแต่มองเห็นเส้นชัย ตาจ้องไปที่เส้นชัยแบบไม่ละสายตา

ยังกับจะกลัวมันหาย ตลอดทางแม้จะเจ็บปวด แต่ไม่มีความคิดจะหยุดเดินเข้ามาในหัวสักนิด

มีแต่ชั้นจะทำให้ได้ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีกับตัวเองสุดๆ รู้สึกรักผู้หญิงคนนี้ 

รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ใจเธอช่างน่านับถือ รู้สึกชั้นอยากเป็นผู้หญิงคนนี้

อ้าว.. ผู้หญิงคนนี้คือชั้นนี่ ชั้นรักเธอ!

 

ขอบคุณใจที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณร่างกายที่ไปด้วยกัน

ขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนที่มอบให้ก่อนการแข่งขันมากมาย

รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เป็นการวิ่งที่ดีที่สุดที่เคยทำมา

 

 

ขอบันทึกความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ ก่อนที่จะจืดจางหายไป

ก่อนที่จะเฉยชากับการวิ่งฮาล์ฟอีกครั้ง

ถึงเวลานั้น.. ค่อยเจอกันที่มาราธอนนะ บีหมวย..

 

 

 

Review: On Cloud, Running Shoes

posted on 01 Aug 2015 20:51 by bxjapan
เพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งมาใหม่ มีคนถามถึงเยอะว่าดีมั้ย?
ประกอบกับหารีวิวภาษาไทยแทบไม่มี งั้นรีวิวให้ดูเองแล้วกัน
 
 
บอกก่อนว่าเป็นนักวิ่งมือใหม่ ที่ผ่านมาซื้อรองเท้ากีฬาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เห็นมันลดราคาอยู่ ใส่ได้ ก็ซื้อมา เอามาออกกำลังกายทุกชนิด
ทั้งวิ่ง แอโรบิค และทุกสิ่งที่นึกจะออกกำลังกายได้ (ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด!!)
 
พอมาสนใจวิ่งเป็นจริงเป็นจัง มาซ้อมวิ่ง ก็หยิบคู่นี้ล่ะมาใช้งาน 
ด้วยความอายุที่ยาวนาน มันก็เสื่อมสภาพไปตามเวลาและการใช้งาน
พอมาซ้อมวิ่ง (ขั้นต่ำ 5 กิโลต่อครั้ง) ขาเดี้ยงค่ะ ปวดเข่ามากกก..
ไปวิ่งซ้ำในอีก 2 วันถัดมา วิ่งไม่ได้เลย ปวดเข่าจี๊ดๆ มาก แค่เดินปกติในชีวิตประจำวันก็จี๊ดๆ
ก็เลยคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรองเท้าวิ่งใหม่จริงๆ ล่ะ
 
เพราะฉะนั้น รีวิวนี้ เป็นความรู้สึก และความประทับใจล้วนๆ ไม่มีเทคนิควิชาการขั้นสูง
และไม่มีประสบการณ์จากรองเท้าวิ่งดีๆ หลายๆ ยี่ห้อมาเปรียบเทียบ (ก็ไม่เคยมีนี่เนาะ)
 
 
ยี่ห้อนี้ที่เล็งไว้ อันดับแรก คือ สวย (แค่นี้นะ จบนะ 555) รองเท้าวิ่งสวยๆ หายากนะตัวเธอ
 
ข้อต่อมา มันเพิ่งมาไทย โปรโมทแยะ เห็นดาราใส่เยอะ เข้าไปหาอ่านรีวิว เจอบ้างไม่เจอบ้าง
ที่เจอจะรับรู้ได้ว่าเป็นรองเท้าที่นักกีฬาระดับโลกใช้กัน เฮ้ยย.. มันก็น่าจะดีนะ อยากได้ๆ 
 
ปล. ก่อนซื้อยังไม่หาข้อมูลเยอะเท่ากับหาข้อมูลประกอบเขียนรีวิวนี่เลยนะ ^^'
 
On Clouds มีหลายรุ่น ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าแต่ละรุ่นมันต่างกันยังไง
ที่เห็นด้วยสายตา คือ จำนวนลูกๆ ใต้รองเท้า รุ่นที่เลือก ชื่อรุ่น Cloud (ราคา 4,900฿)
จะมีลูกๆ เต็มพื้นที่ ในขณะรุ่นอื่นๆ จะมีไม่เต็มพื้นขนาดนี้
 
 
รุ่น Cloud จุดเด่นที่พนักงานแนะนำ คือ เบาที่สุด และบริษัทที่ผลิตก็เคลมว่า
นี่เป็นรองเท้าวิ่งที่เบาที่สุดในโลกหล้า อะไรประมาณนี้
เบาแค่ไหน? น้ำหนัก 168 กรัมเองจ้า (พุงชั้นยังหนักกว่าอิ๊ก >,<')
 
ส่วนรุ่นอื่นของ On Clouds จะหนักกว่านี้นิดนึง แต่พนักงานบอกว่าจะนุ่มกว่า 
ส่วนตัวลองใส่เปรียบเทียบ ยืนๆ เดินๆ ไม่รู้สึกถึงความต่างนะ คงต้องลองวิ่งล่ะมั้ง
(ตอนนั้นลองเปรียบเทียบกับรุ่น Cloud Surfer)
 
ที่บอกว่าเบา ใช้มือลองถือ 2 รุ่นเปรียบเทียบก็น้ำหนักต่างกันไม่มากนะ (Cloud Surfer หนัก 285 กรัม)
ถามว่าเอารุ่นไหนดีกว่า พนักงานบอกแล้วแต่ชอบ ว่าชอบเบาแต่แข็ง หรือเบาน้อยกว่าแต่นุ่ม
 
สรุปเลือกเบาแต่แข็ง (มันคงไม่แข็งไปกว่าคู่ที่ใช้อยู่แล้วล่ะ)
เพราะว่าเลือกจากที่มีลูกๆ ด้านล่างเยอะๆ หวังจะให้ซัพพอร์ตเยอะๆ ขณะวิ่ง
และอีกอย่างที่ศึกษามา รองเท้าที่เบาๆ จะเหมาะกะวิ่งทางไกล ไม่หนักเท้า
ไม่ถ่วงเท้า เมื่อวิ่งนานๆ แล้วเท้าเริ่มหมดแรง 
 
เบาแค่ไหน? ลองเดินและวิ่งแล้วรู้สึกตัวลอยๆ ปลิวๆ
ประหนึ่งเป็นนางฟ้ากลับชาติมาเกิด (เห็นภาพนะ 555)
 
 
อีกหนึ่งดีไซน์ที่ชอบมากเป็นการส่วนตัว คือ เชือกผูกรองเท้า
 
 
คืออินี่เป็นคนขี้เกียจผูกเชือกรองเท้ามาก
ชอบผูกครั้งเดียวแล้วสวมเข้าออกตลอดปีแบบไม่ต้องแกะผูกๆ อีก
และจะรำคาญเวลาเชือกรองเท้าหลุดขณะทำกิจกรรม
ตัวนี้ออกแบบมาให้ไม่ต้องผูก เป็นยางยืด สวมเข้าสวมออกได้ง่าย ดีกะชีวิตดิชั้นมากค่ะ
 
พอไปอ่านข้อมูลในเว็บ ไม่ได้ดีไซน์ไว้สำหรับคนขี้เกียจอย่างดิชั้นนะคะ
มันมีเพื่อให้รองเท้ากระชับเข้ากับเท้าเราตลอดเวลา
 
เฮ้ยยย.. ดีอ่ะ ไม่ใช่ว่าไปอ่านเจอแล้วถึงรู้สึกดีนะ แต่เพราะทดลองวิ่งแล้ว
เรารู้สึกได้ว่ามันกระชับดีจริงๆ แต่ไม่อึดอัด ไม่บีบเท้า ยังมีพื้นที่ให้นิ้วบวมได้อีก
เปรียบเทียบกับคู่เดิม ที่เราใส่แล้วไม่กระชับ รู้ได้เลยว่านี่คงมีผลต่อการลงน้ำหนักเท้า 
เหมือนกับวิ่งไปด้วยประคองรองเท้าไปด้วย เลยมีผลต่อการปวดกล้ามเนื้อข้อเท้า (คิดไปโน่นนน..)
 
แต่ถ้าใครไม่ชอบ ก็มีเชือกผูกรองเท้าแถมมาให้ในกล่องด้วยนะ (เลือกที่ชอบๆ เลยจ้าา..)
 
มาๆ ดูทีเด็ดของเจ้า On Cloud กัน คือ ลูกๆ ที่อยู่ใต้รองเท้านี่ล่ะ เป็นเทคโนโลยีจากสวิส
 
 
เจ้าลูกๆ นี่ล่ะ ที่เป็นเหมือนก้อนเมฆใต้เท้าเรา รองรับแรงกระแทก ตัวก้อนๆ จะแยกจากกัน
รองรับทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะลงน้ำหนักอย่างไร อธิบายไม่ถูก มาดูภาพกัน
 
 
นี่ภาพตัวอย่างจำลองการลงน้ำหนักของเท้า งงมะ งั้นดูภาพนี้
 
 
 
ตัวเธอววว.. เห็นมั้ยว่า จุดดีของก้อนๆ ที่แยกจากกัน
ทำให้รับการลงน้ำหนักของเท้าแต่ละจุดไม่เหมือนกัน
บางก้อนยู่ไปข้างหน้า บางก้อนยวบติดพื้น
 
เทคโนโลยีนี้ ทาง On Cloud บอกว่าจะช่วยลดการบาดเจ็บ ลดแรงกระแทกขณะวิ่ง
ทำให้วิ่งได้ยาวนานขึ้น (หลังจากทดลองวิ่ง เค้าก็ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะเธอ)
 
ดียังไง? 
เวลาเราเดิน เรารู้สึกได้ว่าขามันเบาๆ ปลิวๆ ใช่ป่ะ แต่ตัวก้อนนี้มันก็หนึบๆ 
ยืดหยุ่นดีด้วยอ่ะ เกาะถนน เหมาะกะคนซุ่มซ่ามอย่างดิชั้น (อีกแล้ว) คือมันไม่ลื่น
แต่มันก็สปริงตัวดีด้วย ณ ขณะวิ่งเรารู้สึกว่าทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก พื้นถนนมันนุ่มขึ้น วิ่งสนุกดี
 
ที่ดีที่สุด ที่ประทับใจที่สุด คือ
จากที่บอกแต่ต้น เราซ้อมวิ่ง 5 โลอัพแต่ยังไม่ถึง 10 โล ผลลัพธ์ คือ ลากขากลับบ้าน
นอนระบมปวดขา ร้าวรานไปทั่วทั้งขามาก วันรุ่งขึ้นปวดเข่าจี๊ดๆ
และปวดขา ปวดเข่าไปอีกหลายวัน ทรมานมาก T-T
 
หลังจากทดลองวิ่ง On Cloud 10 กิโล เหนื่อยน้อยลง (ไม่รู้อุปทานไปเองป่าวนะ)
แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ คืนนั้นไม่นอนระบมปวดขาอีกแล้ว วันรุ่งขึ้นสภาพก็ปกติมาก
ไม่ใช่ว่าไม่ปวดขาเลย แต่ปวดกล้ามเนื้อขาเหมือนคนออกกำลังกายตามปกติ
(เทียบความรู้สึก ปวดแค่ 20% จากเดิม 100% ไรงี้) ไม่ระบมหนักเหมือนที่ผ่านมา
เดินเหินได้ปกติ ไม่ร้องโอดโอยทุกก้าวเดิน และไม่ปวดเข่า
 
ขุ่นพระ!! แค่นี้ ดิชั้นก็ซาบซึ้งน้ำตาจิไหล คุ้มแล้ว รองเท้าคู่นี้
 
หมายเหตุ: อาการปวดเข่าหลังจากวิ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ รองเท้าวิ่งเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง
แต่สำหรับดิชั้น ดูจะใช่ปัจจัยนี้ล่ะ แก้ปัญหาตรงจุดล่ะ ฟินนน...
 
สรุปว่า On Cloud เบา นุ่ม สบาย กระชับ ซัพพอร์ท ดีเยี่ยม ประทับใจมว๊ากกกกกก...
 
ปล. ดิชั้นไม่ใช่โปร ใช้ความรู้สึกล้วนๆ โปรดใช้วิจารญาณในการรับชม
แนะนำให้ไปลองสัมผัสเองที่ร้านก่อนการตัดสินใจซื้อค่ะ
ปล1. ไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเองที่เว็บไซต์ www.runonclouds.com
ดูเยอะๆ ระวังจะหลอนจนต้องรีบออกไปซื้อเหมือนดิชั้นนะฮ๊าา..
ปล2. ชั้นมาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่รีวิวรองเท้าวิ่ง ขุ่นพระ!! เอารีวิวเครื่องสำอางของชั้นกลับคืนม๊าา..