สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเรียนรู้หลักธรรม
คำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อเดินสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์แล้ว
ยังทำให้เข้าใจเหตุผลของการปฏิบัติธรรมที่เคยสงสัยมานานอีกด้วย
 
ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเดินจงกรม เดินช้า ช้า ทำอะไรให้มันช้า ช้า
ตอนนี้รู้แล้วว่ามันคืออุบายการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ในชีวิตประจำวันของเรา
ต่างทำอะไรไปด้วยความเร่งรีบ ทำกิจวัตรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ
จนกลายเป็นความเคยชิน และขาดสติ หรือที่เรียกว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว
 
หลายคนอาจจะเถียงว่ามีสติ และรู้ตัวเสมอ เอาง่าย ๆ ว่า แค่เราหิวน้ำ
รู้สึกอีกทีก็กำลังกลืนน้ำอั๊ก อั๊ก เสียแล้ว จังหวะที่เราเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำนั้น
รู้ตัวหรือเปล่า อย่าว่าแต่รู้ตัวเลย แทบไม่ได้มองแก้วน้ำด้วยซ้ำ
 
การเดินจงกรม และนั่งสมาธิ จึงเป็นการกำหนดสติให้นึกรู้
อาการความเคลื่อนไหว ให้รู้เท่าทันความคิด ให้อยู่กับปัจจุบัน
และจะได้พบความจริงที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
คือ ทุกสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง ต่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
 
ความเป็นปัจจุบัน คือสัจธรรมที่ค้นพบว่าเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์แท้จริง
พระพุทธองค์สอนไม่ให้หลงมัวเมาไปกับอดีต และไม่หลงระเริงไปกับอนาคต
 
เช่น แม่บ้าน เห็นพ่อบ้านยืนอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง (ปัจจุบัน)
คิดไปว่าผู้หญิงคนนั้นคือหญิงชู้ (อนาคต - เป็นจริงหรือไม่ ไม่รู้ คิดไปเองก่อน)
แล้วพาลคิดไปว่า ไม่น่าล่ะ ช่วงนี้ถึงทำตัวผิดปกติ (อดีต)
และคิดอะไรต่อมิอะไรไปต่อเนื่องที่ทำร้ายใจตัวเองให้เจ็บช้ำเสียใจ
โดยไม่มีความเป็นปัจจุบัน พร้อมสรุปตีความเอาเองกลับมาบ้านเมื่อไร
ต้องเคลียร์ ทะเลาะกันเสียบ้านแตก นั่นคือความทุกข์ที่เราปล่อย
ให้จิตลอยไปกับอดีต และอนาคต
 
ถ้าถามว่าในเหตการณ์แบบนี้จะให้ทำยังไง ไม่รู้สินะ ยังไม่เคยเจอ
แต่สิ่งที่เจอ กับอารมณ์ที่เข้ามากระทบใจจากเหตุและปัจจัยภายนอก
เพียงกำหนดรู้ว่า โกรธหนอ ไม่ชอบหนอ ใจก็เย็นลงได้เอง
 
เพราะรู้ว่า เราโกรธแทบตาย เหตุและปัจจัยนั้น หรือคนที่มาทำให้เราโกรธ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามไม่ได้โกรธ เจ็บช้ำกับเราด้วย
แล้วจะโกรธไปทำไม ให้เรากลายเป็นบ้าไปคนเดียว
 
ยิ่งถ้าปล่อยใจให้ไม่อยู่กับปัจจุบัน เตลิดคิดไปเองคนเดียวในใจ
อ้อ..ใช่สิ เธอเห็นชั้นหงิม ๆ ติ๋ม ๆ แล้วคิดจะแกล้ง หรือทำร้ายเมื่อไรก็ได้ใช่มั้ย
นู่น นี่ นั่น กลายเป็นจุดประกายเหตุและปัจจัยที่มีอยู่น้อยเดียว
ขยายความเสียใหญ่โต เข้าข่ายทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่
แล้วเมื่อย้อนมาดู เราโกรธอะไรกันแน่ ไม่ใช่เราโกรธกับสิ่งที่เราคิดเองเออเอง
หรอกหรือ แถมยังกลายเป็นเรานั่นแหละที่ทำร้าย ด่าว่าตัวเองต่างหาก
 
อาจารย์ ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์ เป็นผู้มาช่วยไขความกระจ่างปัญหาปฏิบัติธรรม
ได้สอน และอธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ให้เราเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้เป็น
 
เมื่อใดที่เกิดความทุกข์ ไม่ว่าจะทางกาย หรือทางใจ ให้เราถอยมาเป็นผู้ดู
คือกำหนดสตินึกรู้กับความเจ็บปวด และอารมณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ไม่ให้เอาจิตเราไปกอดเกี่ยวอารมณ์ หรือความเจ็บปวดนั้นไว้
 
เพราะเมื่อใดเรายิ่งกอดความทุกข์ไว้แนบตัว
ความทุกข์นั้นกลับยิ่งแสดงตัวให้เห็นเด่นชัด
เช่น นั่งสมาธินาน เมื่อยขามาก เมื่อเรากำหนดรู้ว่าเมื่อย
เหมื๊อยยยย เมื่อย จะทนไม่ไหวแล้ว ความเจ็บปวดเหมือนมดกัดกินขา
ยิ่งชัดขึ้นจนจะทนไม่ไหวเสียจริง ๆ
 
ในขณะเดียวกัน หากเรากำหนดรู้ว่าเมื่อย แล้วกลับไปตั้งสมาธิต่อ
เพราะรู้ว่าความเมื่อยเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป
มันไม่เมื่อยนานจนตายหรอก ความรู้สึกเมื่อยจะจางหายไปเอง
ได้รู้ซึ้งกับคำว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ตรงนี้เอง
 
ยิ่งกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว มันจะเกิดขึ้นได้ครั้งละอารมณ์
และไม่มีอารมณ์ไหนอยู่กับเรานานหรอก
เราโกรธ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเป็นหิว เบื่อ เซ็ง กลับมาโกรธใหม่
 
ถ้าเราโกรธ แล้วหมกหมุ่นอยู่กับความโกรธ ยิ่งคิดยิ่งโกรธ
กลายเป็นเรากอดเก็บอารมณ์โกรธไว้ไม่ให้จางไปจากเรา
แถมยังเติมเชื้อไฟโดยเอาอดีต มาผูกกับอนาคตจนเป็นเงื่อนงำ
ยิ่งทำให้โกร๊ธ โกรธ หน้าตาบูดเบี้ยว และนึกกระทำสิ่งไม่ดีได้
 
ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นธรรมะที่ได้พบ และคิดว่ามีประโยชน์
กับการดำรงชีวิตประจำวัน ถ้าใครอ่านแล้วไม่อิน
แนะนำให้ไปสัมผัสเองค่ะ ลองไปปฏิบัติธรรม อยู่กับตัวเอง
ฝึกสติ จะเกิดสมาธิ แล้วจะมีปัญญาขึ้นมาเองค่ะ ^^
 
 
 

edit @ 19 Apr 2011 20:46:51 by Bxjapan

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วก็อินค่ะว่าคุณบีอินจริงๆ double wink

ขอบคุณที่ชวนไปปฎิบัติธรรมด้วยนะคะ
โดยส่วนตัวคิดว่าไปแบบไม่รู้จักใครก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะส่วนใหญ่เวลาปฏิบัติเค้าก็จะให้เราอยู่กับตัวเอง ไม่ให้พูดคุยกันอยู่แล้ว ถึงจะไปกับคนรู้จักก็ไม่ได้คุยด้วยอยู่ดี ได้แต่มองหน้าแล้วก็ยิ้มๆให้กันเท่านั้นเอง

ถ้าอยากไปปฏิบัติธรรมในบรรยากาศแบบป่าหรือสวน ที่เสถียรธรรมสถาน ก็น่าสนใจนะคะ อยู่ไม่ไกลด้วย ซอยวัชรพล กรุงเทพนี่เอง เคยไปเมื่อนานมากแล้วเหมือนกัน ธรรมชาติมากๆเลยล่ะค่ะ แต่ที่นี่จะสอนแนวอานาปานสติภาวนา กำหนดรู้ที่ลมหายใจ ไม่ใช่การกำหนดพองยุบแบบคุณแม่สิริ น่ะค่ะ surprised smile

#7 By Aoy+ on 2011-04-20 00:20

Hot! Hot! Hot!

ดีมาก ๆ เลยนะครับผม^^
น่าสนใจนะเนี่ย ใกล้ ๆ ไปแก้ขัดก่อนก็ดีนะ

#5 By big_birdy (58.9.215.162) on 2011-04-19 00:48

เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับที่หมวยเขียนมาทั้งหมด ที่ผ่านมาพี่เองก็ปฏิบัติเป็นประจำ แต่ก็ยังมีคำถาม หรือยังทำไม่ถูก ไปวัดคราวนี้เหมือนมีครูบาอาจารย์ ทำให้เข้าใจมากขึ้น บวกกับเข้าวัดในสภาวะจิตที่ไม่ได้ทุกข์แบบใครเค้า เวลาปฏิบัติมันทำให้ใจนิ่งดีจริงๆ

อนุโมทนาสาธุกับธรรมะที่เห็น ที่เป็น นะจ๊ะ

#4 By ฝน (115.87.206.48) on 2011-04-18 21:38

รู้สึนกดีทุกครั้งที่เห็นคนหนุ่มสาวหันมาปฎิบัติธรรม

เพื่อค้นหาความจริงด้วยตนเอง

โมทนาสาธุค่ะ

big smile open-mounthed smile confused smile

#3 By ตีรณา on 2011-04-18 19:59

อยู่กับวันปัจจุบัน ดีที่สุดครับbig smile Hot! ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#2 By i'am-toontoon on 2011-04-18 18:47

เริ่ดมาก ... ยินดีต้อนรับ พุทธศาสนิกชน อีกคนนะจ๊ะ

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ... ไม่ยาก ไม่วุ่นวาย ไม่ซับซ้อน แต่เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว มีสติ รู้จักคิด พิจารณา ก็จะเข้าใจ

สนใจจะไปลองปฏิบัติธรรม ที่วัดสุนันท์ ด้วยกันมั้ยจ๊ะ big smile

#1 By เจ้เอง (58.8.150.191) on 2011-04-18 15:15