My First Half Marathon

posted on 09 Mar 2016 19:36 by bxjapan in MyLife

ลงวิ่งระยะมินิมาราธอน 10 โลมาหลายรายการ

ทุกครั้งที่วิ่งเสร็จ จะรู้สึก Yes!! ชั้นทำสำเร็จแล้ว

รู้สึกรักตัวเองมาก รู้สึกขอบคุณร่างกาย ขอบคุณขา

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้วิ่งในวันนี้

เป็นความรู้สึก Thankful ความรู้สึกดีๆ ที่ออกมาจากใจจริงๆ

 

จนวันนึงรายการมินิมาราธอนรายการสุดท้ายของเรา

ดันเกิดอาการหมดความตื่นเต้น 

วิ่งเสร็จแล้วรู้สึกเฉยๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้วิ่งดีขึ้น เร็วขึ้น 

กลับจากงานวิ่ง ก็อิดออดที่จะออกไปซ้อมวิ่งให้ได้ทุกวันเหมือนเคย

วิ่งได้ไม่กี่โล ก็เหนื่อย เบื่อ ไม่อยากวิ่ง 

 

บ่นกะเพื่อนที่วิ่งด้วยกัน เค้าบอกต้องตั้งเป้าหมายใหม่ ท้าทายตัวเอง

ลงฮาล์ฟ มาราธอนไปเลย..

 

ห๊ะ! อะไรนะ ฮาล์ฟ มาราธอน 21.1 กิโล เนี่ยนะ

ไม่ไหวหรอก 10 โล ยังจะตายเลย

ไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าจะลงฮาล์ฟ มาราธอน

 

กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ วิ่งๆ เบื่อๆ ได้ไม่กี่วัน

เสียงมาหลอกหลอนในหัว ฮาล์ฟ มาราธอนๆๆๆ

เอ.. หรือว่า จะถึงเวลาที่ต้องปรับระยะจริงๆ

 

คิดอยู่นาน จดๆ จ้องๆ ในที่สุด ก็กดสมัครฮาล์ฟ มาราธอนแรก ที่เขาใหญ่ไปแบบกล้าๆ กลัวๆ

พอสมัครเสร็จ ก็วางแผนซ้อมทันที ตามตารางซ้อม จะวิ่งจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์วันเดียว

จะซ้อมวิ่งยาว เพิ่มระยะทีละนิด ทุกวันเสาร์ 

 

จากที่บางวันไม่ว่าง ติดงาน ไปวิ่งไม่ได้ ก็เริ่มจัดเวลาใหม่

วันนี้มีงาน วิ่งเย็นไม่ได้แน่ๆ กลายเป็นตั้งปลุก มาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน

ตั้งใจทำตามแผนซ้อม มีขาดบ้าง ตามจำเป็น เรียกว่า เปลี่ยนนิสัยไปเลย

 

รู้เลยว่า นี่คือ พลังของการตั้งเป้าหมาย ถึงแม้เป้าหมายนี้จะเกิดจากความกลัวเป็นแรงผลักดัน

แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ที่ฉุดเราออกมาซ้อมวิ่งได้แทบทุกวัน

ถือเป็นเรื่องที่ดี คุ้มค่ากับการตั้งเป้าจะไปฮาล์ฟ มาราธอน

 

ในวันที่ซ้อมถึง 21 โล เหนื่อยมากกก ปวดขา ตาพร่า จะเป็นลม

นอยด์ งอแง จะร้องไห้ สติแตก ถือเป็นเรื่องดีที่ได้ซ้อมจนถึงระยะ 21 โล

ทำให้เรารู้ว่าเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไร จะต้องเตรียมตัวอย่างไรในวันแข่งจริง

 

ผลจากการซ้อมถึงระยะ 21 โล แต่เดินซะเยอะ ทำให้จบใน 3 ชั่วโมง

ทำให้เรานอยด์ ไม่พอใจในผลงานตัวเอง หงุดหงิดมาก

ยิ่งกังวลว่า ซ้อมยังเดินเยอะ ลงแข่งจริง ไม่เดินเยอะแบบนี้เหรอ

ทางที่แข่ง เป็นทางขึ้นเขาด้วย จะไหวมั้ยบีหมวยยย...

 

ในคืนก่อนการแข่งขัน ง่วงนะ แต่นอนไม่หลับเลย 

กังวลอีก พรุ่งนี้จะมีแรงมั้ย ตื่นมารีบกินอาหารรองท้อง

เพื่อจะได้รีบถ่ายท้องให้สบาย ไม่ต้องกังวลต้องหยุดวิ่งหาที่ถ่ายกลางทาง

 

ณ จุดสตาร์ท ก็ยังตื่นเต้น บอกตัวเอง เป็นสัญญาณที่ดี 

ถ้าเราไม่ตื่นเต้น เราคงไม่สนุกไปกับมัน ก็ไม่รู้จะมาถึงที่นี่ทำไม

ปลอบตัวเอง จนได้ยินเสียงเป่าแตรสตาร์ทแล้ว 

 

เป็นครั้งแรกตั้งแต่วิ่งมาที่มีสมาธิ อยู่กับตัวเองจริงๆ

สิ่งที่กังวลมาตลอด 2-3 เดือน นับตั้งแต่กดสมัครมลายหายสิ้น

ในใจไม่คิดอะไร นอกจากอยู่กับปัจจุบัน

คุยกับตัวเองตลอดทาง แต่ไม่ได้ทะเลาะกะตัวเองเหมือนทุกที

 

 

 

"จังหวะดีมากบี แบบนี้แหละ ไปเรื่อยๆ"

"เริ่มขึ้นเนินแล้วบี ปรับท่าวิ่ง โน้มตัวหน่อย นั่นล่ะ ช่วยออมแรงไปเยอะ"

"ทางชันมากบี ช้าหน่อยไม่เป็นไร ค่อยๆ ไป"

่"เนินสูงยาว ไม่เป็นไรนะบี เหนื่อยตรงนี้ แต่เดี๋ยวเทิร์นมา กลายเป็นทางลง วิ่งฉิว สบายเลย"

"เทิร์นมาแล้ว อู้วว.. วิวสวยจัง รู็สึกสดชื่นจัง มีความสุขจังเลย" 

"ทางลงชัน เอาเลยบี โอกาสทำเวลาล่ะ แต่ระวังเข่านะ"

"ทำเวลาดีมากบี เพซ 7 ต่อเนื่องทุกกิโล เยี่ยมมากบี"

"ปวดขา ปวดเข่านิดนะบี อย่าเพิ่งหยุด ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว อีกไม่กี่โล"

"คำนวนเวลา เฮ้ย! นี่เราสามารถจบได้ใน 2.30 ชม.นี่ สุดยอด! ชั้นจะจบเวลานี้เท่านั้น!!"

"เหลืออีก 5 โลเอง เยส! อีก 4 โล เยสส! อีก 3 โล วู้วว! อีก 2 โล เยส เยสส!"

"นั่น! เห็นเส้นชัยแล้ว ชั้นจะต้องไปถึงมัน"

 

แทบไม่ได้สนใจกล้อง ใจจดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับเส้นชัย 

ในกิโลสุดท้าย ตั้งแต่มองเห็นเส้นชัย ตาจ้องไปที่เส้นชัยแบบไม่ละสายตา

ยังกับจะกลัวมันหาย ตลอดทางแม้จะเจ็บปวด แต่ไม่มีความคิดจะหยุดเดินเข้ามาในหัวสักนิด

มีแต่ชั้นจะทำให้ได้ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีกับตัวเองสุดๆ รู้สึกรักผู้หญิงคนนี้ 

รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ใจเธอช่างน่านับถือ รู้สึกชั้นอยากเป็นผู้หญิงคนนี้

อ้าว.. ผู้หญิงคนนี้คือชั้นนี่ ชั้นรักเธอ!

 

ขอบคุณใจที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณร่างกายที่ไปด้วยกัน

ขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนที่มอบให้ก่อนการแข่งขันมากมาย

รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เป็นการวิ่งที่ดีที่สุดที่เคยทำมา

 

 

ขอบันทึกความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ ก่อนที่จะจืดจางหายไป

ก่อนที่จะเฉยชากับการวิ่งฮาล์ฟอีกครั้ง

ถึงเวลานั้น.. ค่อยเจอกันที่มาราธอนนะ บีหมวย..

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet