MyLife

เฮลโหลวว สารทจีน

posted on 17 Aug 2016 13:23 by bxjapan in MyLife

วันสาร์ทจีนคืออะไร??

 

เราไม่รู้หรอกว่าต้องมีผลไม่กี่อย่าง ต้องไหว้อะไรบ้าง

รู้แต่ว่าที่บ้านเตรียมของไหว้กันวุ่นวายล่วงหน้าไปหลายวัน

ห้างร้านตลาดคึกคักไปกับคนจับจ่ายซื้อของไหว้

ได้ฟังที่บ้านพูดถึงเป็ดร้านไหนอร่อย ไก่ร้านไหนตัวใหญ่ ฮอยจ้อร้านไหนดี

 

ในวันไหว้ หมวยจะถูกปลุกให้เอาของไหว้ไปไหว้ศาลตายาย (ศาลพระภูมิประจำหมู่บ้าน)

แม่และอี๊ๆ ก็ช่วยกันจัดโต๊ะ ทำอาหารสำหรับไหว้สารทจีน

 

และนี่คือวันสารทจีนของเรา..

อี๊ไลน์มาตามให้ปักธูปไหว้ พอเราไปถึง จุดธูปขอพรให้เฮงๆ 

ปักธูปปุ๊บ อี๊บอก ไปๆๆ เก็บๆๆ ลาได้แล้ว

หมวย: อ้าว เฮ้ย ไม่รอธูปไหม้สักนิดนึงเหรอ เก็บเลยเหรอ

อี๊: ก็บีมาช้า รอตั้งนาน เก็บๆ หิวแล้วๆๆ

เตี๋ย: นี่ดูมือถือให้อี๊หน่อย ทำไมอัพเดทเฟสบุ๊คไม่ได้ มันขึ้นเตือนอยู่นั่น

หมวย: แล้วรหัสผ่านอะไร

เตี๋ย: ไม่รู้

หมวย: อ้าวว.. อี๊ รหัสผ่านอะไร

อี๊: ไม่รู้

หมวย: อ้าวว.. แล้วจะให้บีทำยังไง

เตี๋ย: ลบของเก่าทิ้ง แล้วสมัครใหม่เลยได้มั้ย

หมวย: อ้าวว.. ขอลองหาวิธีดูก่อน

ระหว่างนี้ญาติๆ ก็ช่วยกันลาของไหว้ไป จัดโต๊ะพร้อมกินข้าว

เตี๋ย: ทำไม่เสร็จไม่ต้องมากิน!

หมวย: อ้าวว.. แล้วจะต้องทำไงเนี่ย

 

ระหว่างนั่งล้อมวงกินข้าว ประโยคคลาสสิค คือ ใครปรุงอาหารจานไหน

รสชาติเป็นยังไง ครั้งนี้อร่อยกว่าครั้งที่แล้ว ครั้งหน้าจะทำอะไรเพิ่ม ยังไง

นี่จะอุ่นร้อนมั้ย ใครจะเอาขาหมูบ้าง จะตักไปฝากใครป่าว เอานี่เพิ่มมั้ย

เป๊บซี่ๆๆ เปิดๆๆ

 

อี๊: บี ฮอยจ๊ออร่อยมั้ย อี๊ทำเอง 

หมวย: เหรอ เดี๋ยวกินอีกลูกก่อน จำไม่ได้ แต่มันไม่กรอบอ่ะ

อี๊: มันต้องกินร้อนๆ ถึงกรอบ ของทอดวางทิ้งไว้จนเย็นยังไงก็ไม่กรอบหรอก

หมวย: นี่ทอดกุ้งยังไงได้ยังงี้ ทุกทีไม่เห็นเป็นงี้

อี๊: ต้องไปคลุกแป้งให้แห้งก่อน บลาๆๆ

หมวย: แต่มันจืดไปหน่อย อี๊ปรุงรสที่แป้งป่าว

อี๊: เปล่า ก็แม่บอกแป้งสำเร็จ

แม่: ต้องหมักกุ้งด้วย ทุกทีหมักซีอิ๊ว พริกไทยก่อน

อี๊: แล้วมาบอกตอนนี้ทันมั้ย!?!

 

เออจริง! 5555 ถ้าได้ยินคุยกันจะนึกว่าทะเลาะกัน เสียงดังล้งเล้งดูโวยวายไปหมด

ทุกปีจะรู้สึกว่าทำไมมันวุ่นวายยังงี้นะ แต่มาปีนี้ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่า 

นี่แหละ สารทจีนของฉัน.. นี่แหละ ครอบครัวของฉัน.. 

 

ไม่เพอร์เฟค แต่มีความสุขเล็กๆ ที่ได้อยู่ร่วมกันแบบนี้

 

 

 

 

My First Half Marathon

posted on 09 Mar 2016 19:36 by bxjapan in MyLife

ลงวิ่งระยะมินิมาราธอน 10 โลมาหลายรายการ

ทุกครั้งที่วิ่งเสร็จ จะรู้สึก Yes!! ชั้นทำสำเร็จแล้ว

รู้สึกรักตัวเองมาก รู้สึกขอบคุณร่างกาย ขอบคุณขา

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้วิ่งในวันนี้

เป็นความรู้สึก Thankful ความรู้สึกดีๆ ที่ออกมาจากใจจริงๆ

 

จนวันนึงรายการมินิมาราธอนรายการสุดท้ายของเรา

ดันเกิดอาการหมดความตื่นเต้น 

วิ่งเสร็จแล้วรู้สึกเฉยๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้วิ่งดีขึ้น เร็วขึ้น 

กลับจากงานวิ่ง ก็อิดออดที่จะออกไปซ้อมวิ่งให้ได้ทุกวันเหมือนเคย

วิ่งได้ไม่กี่โล ก็เหนื่อย เบื่อ ไม่อยากวิ่ง 

 

บ่นกะเพื่อนที่วิ่งด้วยกัน เค้าบอกต้องตั้งเป้าหมายใหม่ ท้าทายตัวเอง

ลงฮาล์ฟ มาราธอนไปเลย..

 

ห๊ะ! อะไรนะ ฮาล์ฟ มาราธอน 21.1 กิโล เนี่ยนะ

ไม่ไหวหรอก 10 โล ยังจะตายเลย

ไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าจะลงฮาล์ฟ มาราธอน

 

กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ วิ่งๆ เบื่อๆ ได้ไม่กี่วัน

เสียงมาหลอกหลอนในหัว ฮาล์ฟ มาราธอนๆๆๆ

เอ.. หรือว่า จะถึงเวลาที่ต้องปรับระยะจริงๆ

 

คิดอยู่นาน จดๆ จ้องๆ ในที่สุด ก็กดสมัครฮาล์ฟ มาราธอนแรก ที่เขาใหญ่ไปแบบกล้าๆ กลัวๆ

พอสมัครเสร็จ ก็วางแผนซ้อมทันที ตามตารางซ้อม จะวิ่งจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์วันเดียว

จะซ้อมวิ่งยาว เพิ่มระยะทีละนิด ทุกวันเสาร์ 

 

จากที่บางวันไม่ว่าง ติดงาน ไปวิ่งไม่ได้ ก็เริ่มจัดเวลาใหม่

วันนี้มีงาน วิ่งเย็นไม่ได้แน่ๆ กลายเป็นตั้งปลุก มาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน

ตั้งใจทำตามแผนซ้อม มีขาดบ้าง ตามจำเป็น เรียกว่า เปลี่ยนนิสัยไปเลย

 

รู้เลยว่า นี่คือ พลังของการตั้งเป้าหมาย ถึงแม้เป้าหมายนี้จะเกิดจากความกลัวเป็นแรงผลักดัน

แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ที่ฉุดเราออกมาซ้อมวิ่งได้แทบทุกวัน

ถือเป็นเรื่องที่ดี คุ้มค่ากับการตั้งเป้าจะไปฮาล์ฟ มาราธอน

 

ในวันที่ซ้อมถึง 21 โล เหนื่อยมากกก ปวดขา ตาพร่า จะเป็นลม

นอยด์ งอแง จะร้องไห้ สติแตก ถือเป็นเรื่องดีที่ได้ซ้อมจนถึงระยะ 21 โล

ทำให้เรารู้ว่าเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไร จะต้องเตรียมตัวอย่างไรในวันแข่งจริง

 

ผลจากการซ้อมถึงระยะ 21 โล แต่เดินซะเยอะ ทำให้จบใน 3 ชั่วโมง

ทำให้เรานอยด์ ไม่พอใจในผลงานตัวเอง หงุดหงิดมาก

ยิ่งกังวลว่า ซ้อมยังเดินเยอะ ลงแข่งจริง ไม่เดินเยอะแบบนี้เหรอ

ทางที่แข่ง เป็นทางขึ้นเขาด้วย จะไหวมั้ยบีหมวยยย...

 

ในคืนก่อนการแข่งขัน ง่วงนะ แต่นอนไม่หลับเลย 

กังวลอีก พรุ่งนี้จะมีแรงมั้ย ตื่นมารีบกินอาหารรองท้อง

เพื่อจะได้รีบถ่ายท้องให้สบาย ไม่ต้องกังวลต้องหยุดวิ่งหาที่ถ่ายกลางทาง

 

ณ จุดสตาร์ท ก็ยังตื่นเต้น บอกตัวเอง เป็นสัญญาณที่ดี 

ถ้าเราไม่ตื่นเต้น เราคงไม่สนุกไปกับมัน ก็ไม่รู้จะมาถึงที่นี่ทำไม

ปลอบตัวเอง จนได้ยินเสียงเป่าแตรสตาร์ทแล้ว 

 

เป็นครั้งแรกตั้งแต่วิ่งมาที่มีสมาธิ อยู่กับตัวเองจริงๆ

สิ่งที่กังวลมาตลอด 2-3 เดือน นับตั้งแต่กดสมัครมลายหายสิ้น

ในใจไม่คิดอะไร นอกจากอยู่กับปัจจุบัน

คุยกับตัวเองตลอดทาง แต่ไม่ได้ทะเลาะกะตัวเองเหมือนทุกที

 

 

 

"จังหวะดีมากบี แบบนี้แหละ ไปเรื่อยๆ"

"เริ่มขึ้นเนินแล้วบี ปรับท่าวิ่ง โน้มตัวหน่อย นั่นล่ะ ช่วยออมแรงไปเยอะ"

"ทางชันมากบี ช้าหน่อยไม่เป็นไร ค่อยๆ ไป"

่"เนินสูงยาว ไม่เป็นไรนะบี เหนื่อยตรงนี้ แต่เดี๋ยวเทิร์นมา กลายเป็นทางลง วิ่งฉิว สบายเลย"

"เทิร์นมาแล้ว อู้วว.. วิวสวยจัง รู็สึกสดชื่นจัง มีความสุขจังเลย" 

"ทางลงชัน เอาเลยบี โอกาสทำเวลาล่ะ แต่ระวังเข่านะ"

"ทำเวลาดีมากบี เพซ 7 ต่อเนื่องทุกกิโล เยี่ยมมากบี"

"ปวดขา ปวดเข่านิดนะบี อย่าเพิ่งหยุด ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว อีกไม่กี่โล"

"คำนวนเวลา เฮ้ย! นี่เราสามารถจบได้ใน 2.30 ชม.นี่ สุดยอด! ชั้นจะจบเวลานี้เท่านั้น!!"

"เหลืออีก 5 โลเอง เยส! อีก 4 โล เยสส! อีก 3 โล วู้วว! อีก 2 โล เยส เยสส!"

"นั่น! เห็นเส้นชัยแล้ว ชั้นจะต้องไปถึงมัน"

 

แทบไม่ได้สนใจกล้อง ใจจดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับเส้นชัย 

ในกิโลสุดท้าย ตั้งแต่มองเห็นเส้นชัย ตาจ้องไปที่เส้นชัยแบบไม่ละสายตา

ยังกับจะกลัวมันหาย ตลอดทางแม้จะเจ็บปวด แต่ไม่มีความคิดจะหยุดเดินเข้ามาในหัวสักนิด

มีแต่ชั้นจะทำให้ได้ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีกับตัวเองสุดๆ รู้สึกรักผู้หญิงคนนี้ 

รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ใจเธอช่างน่านับถือ รู้สึกชั้นอยากเป็นผู้หญิงคนนี้

อ้าว.. ผู้หญิงคนนี้คือชั้นนี่ ชั้นรักเธอ!

 

ขอบคุณใจที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณร่างกายที่ไปด้วยกัน

ขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนที่มอบให้ก่อนการแข่งขันมากมาย

รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เป็นการวิ่งที่ดีที่สุดที่เคยทำมา

 

 

ขอบันทึกความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ ก่อนที่จะจืดจางหายไป

ก่อนที่จะเฉยชากับการวิ่งฮาล์ฟอีกครั้ง

ถึงเวลานั้น.. ค่อยเจอกันที่มาราธอนนะ บีหมวย..

 

 

 

ความสุขราคา 30 บาท

posted on 02 Jun 2011 19:02 by bxjapan in MyLife
เช้าวันนี้เจ้านายเรียกเราไปคุยเรื่องลูกค้าไม่พอใจผลงานของเรา
อย่างไม่ยุติธรรม ทำให้วันนี้ของเราเป็นวันหม่นหมอง
ด้วยหลายอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ และไม่เข้าใจ
 
จนเมื่อพักกลางวัน เดินกลับจากร้านเซเว่นพร้อมน้ำและขนมแก้เซ็งยามบ่าย
สวนกับผู้ชายคนนึงที่ร้องว่า "ขนมมั้ยครับ?"
เราหันไปมองในถาดขนมที่เขาขาย เป็นขนมกรุบกรอบ ปลาแผ่นห่อ ๆ มียี่ห้อ
ที่ปกติเราไม่กิน เราเลยไม่สน ส่ายหน้าไปว่าไม่เอา
 
เดินเลยไปได้ 2-3 ก้าว ฉุกคิดขึ้นได้ เฮ้ย! นี่มันไม่ธรรมดานะ
ผู้ชายคนนี้เป็นคนพิการนั่งรถเข็นวีลแชร์เอาขนมใส่ถาดพลาสติกวางไว้บนตัก
ลับหลังเราเห็นเค้าจับถาดพลาสติกไม่ให้ร่วงหล่นจากตัก
พลางหมุนล้อวีลแชร์ไปด้วย แล้วนี่มันบนถนนระหว่างซอยสุทธิสาร
ซอยเล็ก ๆ ที่เป็นซอยเชื่อมต่อถนนวิภาวดีกับรัชดาจึงมีรถใช้เป็นทางผ่านเยอะ
 
เค้ามาขายของบนถนนที่คิดว่าคงขายได้ยาก และเสี่ยงอันตราย
เค้าคงตั้งใจอยากอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่อยากเป็นภาระของสังคม
แล้วถ้าเกิดวันนี้ขายไม่ได้ล่ะ..
 
ในระหว่างที่เค้าหยุดเข็นวีลแชร์เพื่อจะจับถาดขนมไม่ร่วงหล่น
เราจึงเดินกลับไปถามรายละเอียดขนมที่เราไม่รู้จัก และถามราคา
เค้าไม่ได้เป็นคนพิการที่ฉวยโอกาสจากความพิการมาขายสินค้าเกินราคา
สินค้าราคาเดียวกับหน้าซองเลย และเค้ากระตือรือร้นที่จะแนะนำ
สินค้ากับเราอย่างน่าประทับใจ
 
เราเลือกขนมที่ไม่เคยกินมา 2 ชิ้น ราคา 30 บาท จ่ายเงินไป 40 บาท
เค้าทอนเงินมา 10 บาทพร้อมคำพูดว่า "ขอบคุณครับ"
 
คำ ๆ นี้ ตรงกระแทกใจอย่างจังจนยืนอึ้งไปนิดนึง
คำพูดของเค้ามีน้ำเสียงเจือความดีใจ เต็มไปด้วยความจริงใจ
แถมเหยาะความอบอุ่นมาให้อีกหน่อย
 
คำว่า "ขอบคุณครับ" ที่เค้าพูดมา
สำหรับเราไม่ได้มีความหมายว่า "ขอบคุณครับ"
แต่เรารู้สึกเหมือนเค้าพูดปลอบใจในวันที่เรารู้สึกแย่ ๆ
เป็นสิ่งดี ๆ สิ่งเดียวที่เราได้รับในวันแย่ ๆ วันนี้
เราต่างหากที่รู้สึกขอบคุณ
 
เหตุการณ์นี้อาจเป็นเหตุการณ์ปกติที่ไม่มีความหมายอะไร
ถ้ามันไม่เกิดขึ้นในวันแย่ ๆ ในวันที่เรารู้สึกหม่นหมอง
ถ้าไม่เกิดขึ้นบนถนนที่เราไม่คาดคิดว่า
จะมีใครกล้ามาเข็นรถวีลแชร์ริมถนนแบบนี้
 
เราเลยนึกไม่ถึงว่าการช่วยซื้อขนมมูลค่าเพียง 30 บาท
จะทำให้เราได้รับความรู้สึกดี ๆ ที่ตีมูลค่าไม่ได้แบบนี้
 
มันเป็นความอิ่มใจ สุขใจที่ทำให้เรายิ้มได้ในวันหม่นหมอง
 
ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ